ถ้าคุณขับรถในเมืองไทยเป็นประจำ จะรู้ดีว่าช่วงบ่ายคือช่วงเวลาที่พื้นถนนร้อนที่สุดของวัน โดยเฉพาะบนถนนคอนกรีตหรือถนนที่ไม่มีร่มเงาเลย บางวันอุณหภูมิพื้นผิวถนนอาจสูงถึง 55–60°C หรือมากกว่านั้น แม้อากาศจะอยู่แค่ 35 องศาเองก็ตาม
หลายคนสงสัยว่า “ถนนร้อนแบบนี้ทำให้ยางสึกเร็วขึ้นไหม?” หรือ “ความร้อนส่งผลต่อยางยังไง?” คำตอบคือ ส่งผลมาก และเร่งการสึกหรอของยางจริง โดยเฉพาะสำหรับรถที่ขับบ่อยหรือมีน้ำหนักบรรทุกมาก ยางจะรับภาระมากกว่าที่เห็นแบบหลายเท่า
บทความนี้จะอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่า ทำไมความร้อนถึงทำให้ยางสึกเร็วขึ้น ถนนร้อนมีผลอย่างไรกับทั้งดอกยางและโครงยาง และควรดูแลยางอย่างไรให้ทนกับสภาพอากาศแบบประเทศไทยให้ได้ดีที่สุด
☀️ พื้นถนนร้อนจัด = เนื้อยางอ่อนตัวเร็ว
เนื้อยางเป็นวัสดุที่ไวต่ออุณหภูมิอย่างมาก
เมื่อเจอความร้อนสูง เนื้อยางจะ:
-
อ่อนตัว
-
ยืดหยุ่นมากขึ้น
-
สึกหรอเร็วขึ้น
-
เสี่ยงบวมถ้าโครงยางถูกทำร้าย
โดยเฉพาะในความเร็วสูง เนื้อยางที่อ่อนตัวจะถูกแรงเสียดทานจากพื้นถนนบดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดอกยางลดเร็วผิดปกติ
ถ้าคุณขับรถตอนบ่ายบ่อย ๆ ดอกยางจะสึกเร็วกว่ารถที่วิ่งแต่ตอนเช้า–เย็นแน่นอน
🛞 ยางโดน “สองความร้อน” พร้อมกัน
ความร้อนที่ทำลายยางไม่ได้มาจากพื้นถนนอย่างเดียว แต่เกิดจากสองปัจจัยรวมกัน:
1) ความร้อนจากพื้นถนน
พื้นถนน 55–60°C ทำให้ยางส่วนล่างร้อนมากเป็นพิเศษ
2) ความร้อนจากยางเอง
เมื่อยางหมุนเร็ว ๆ ยางจะสร้างความร้อนในตัวจากแรงเสียดทาน
เมื่อรวมสองพลังงานความร้อนเข้าด้วยกัน ยางจะเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “Heat Buildup” หรือการสะสมความร้อน ซึ่งอันตรายต่อโครงยางในระยะยาวอย่างมาก
🔥 ผลเสียของความร้อนต่อยาง
1) ดอกยางสึกเร็วผิดปกติ
โดยเฉพาะด้านนอกและส่วนกลางของดอกยาง
รถจะเกาะถนนน้อยลงเรื่อย ๆ
2) โครงยางเสี่ยงเสียหาย
ถ้าความร้อนสะสมมากเกินไป โครงยางอาจเริ่มอ่อนหรือยืดผิดรูป
3) ยางเสี่ยงบวม
เมื่อยางอ่อนตัวจากความร้อนมาก ๆ เพียงกระแทกเล็ก ๆ เช่น หลุมตื้น ๆ ก็ทำให้เกิดยางบวมได้ทันที
4) ลมยางเพิ่มขึ้น
ลมในยางขยายตัวเมื่อร้อน ทำให้:
-
รถแข็งขึ้น
-
เด้ง
-
เกาะถนนลดลง
และอาจทำให้ดอกยางสึกไม่สม่ำเสมอ
5) ยางเสื่อมเร็ว อายุสั้นลง
ยางโดนความร้อนจัดทุกวันอาจเสื่อมเร็วกว่าปกติเป็นปี
เนื้อยางจะแข็ง แตกง่าย และเสียงดังมากขึ้นในระยะยาว
🌡️ ทำไม “ตอนบ่าย” ถึงอันตรายที่สุดสำหรับยาง?
เพราะเป็นช่วงที่ยางอยู่ในสภาพทำงานหนักที่สุด:
-
พื้นถนนร้อน
-
รถติด → ความร้อนสะสม
-
เร่ง–เบรกบ่อย
-
ลมยางสูงที่สุดของวัน
-
ยางอ่อนตัวที่สุด
-
น้ำหนักรถกดลงดอกยางเต็ม ๆ
หากต้องเดินทางไกลช่วงบ่าย จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความร้อนสะสมโดยไม่รู้ตัว
🔍 อาการที่บอกว่ายางกำลังถูกทำร้ายจากความร้อน
ลองสังเกตว่าในวันที่ร้อนจัด รถมีอาการแบบนี้ไหม:
-
รถเด้งมากขึ้นเมื่อวิ่งเร็ว
-
เข้าโค้งไม่นิ่ง
-
ดอกยางสึกตรงกลางเร็ว
-
ยางมีกลิ่นไหม้หลังขับทางไกล
-
แก้มยางมีจุดคล้ายรอยพองหรือรอยปริ
-
พวงมาลัยสั่นเล็ก ๆ ตอนวิ่งเร็ว
ถ้าใช่ แปลว่าความร้อนกำลังทำร้ายยางโดยตรง และควรตรวจยางทันที
🛠️ วิธีดูแลยางให้ทนถนนร้อนจัด
แม้จะเลี่ยงอากาศร้อนไม่ได้ แต่ป้องกันได้ดังนี้:
✔ 1) ตรวจลมยางสัปดาห์ละครั้ง
เพราะลมยางขึ้นตามอุณหภูมิ ถ้าลมมากเกินยางจะเด้ง–สึกเร็ว
✔ 2) หลีกเลี่ยงการขับเร็วช่วงบ่าย
ช่วง 12.00–15.00 น. เป็นเวลาที่พื้นถนนร้อนที่สุด
✔ 3) หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดดนาน ๆ
ยิ่งจอดร้อน ยางยิ่งอ่อนตัวก่อนเริ่มใช้งาน
✔ 4) ตรวจแก้มยางบ่อยขึ้น
รอยแตกเล็ก ๆ มักเกิดในวันที่ร้อนจัด
✔ 5) หากต้องเดินทางไกล ควรพักรถทุก 1–2 ชม.
เพื่อลดความร้อนสะสมในยาง
✔ 6) ใช้ยางที่เหมาะกับการใช้งานและมีค่าทนความร้อนดี
โดยเฉพาะรถบรรทุก, SUV, รถวิ่งไกลบ่อย ๆ
✔️ สรุป: ถนนร้อนจัดตอนบ่าย “ทำให้ยางสึกเร็วขึ้นจริง”
เพราะความร้อนเร่งการเสื่อมของเนื้อยาง ทำให้ลมยางสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงยางมากกว่าสภาพอากาศใด ๆ
แต่อย่างไรก็ตาม การดูแลลมยางและปรับพฤติกรรมการขับเพียงเล็กน้อย ก็ช่วยให้ยางใช้งานได้นานขึ้นมาก แม้ต้องเจอถนนร้อน ๆ ทุกวันในเมืองไทย
ดูแลยางดี = ปลอดภัยกว่า ประหยัดกว่า และอายุการใช้งานนานกว่ามากแน่นอนครับ 🚗✨
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของ NITTO ได้ที่
🔎 ค้นหายางที่เหมาะกับรถคุณ: https://nittotire.in.th/products/1/list
🏪 รายชื่อศูนย์บริการทั่วประเทศ: https://nittotire.in.th/branches/list
🎉 โปรโมชั่นล่าสุด: https://nittotire.in.th/promotions/list
🗞️ ข่าวสารและกิจกรรม: https://nittotire.in.th/news/list.

