ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอากาศร้อนที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิพื้นถนนอาจสูงกว่า 55–60 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรถยนต์ทุกส่วน โดยเฉพาะ “ยางรถยนต์” ซึ่งเป็นจุดเดียวที่สัมผัสพื้นถนนตลอดเวลา หลายคนอาจคิดว่าอากาศร้อนไม่น่ามีผลอะไรมากนอกจากทำให้รถร้อนเร็วขึ้น แต่ความจริงคือ อุณหภูมิสูง ๆ ส่งผลต่อทั้งเนื้อยาง แรงดันลมยาง และความปลอดภัยของการขับขี่แบบที่ผู้ใช้รถจำนวนมากไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
ในวันที่อากาศร้อนจัด ยางจะทำงานหนักกว่าปกติหลายเท่า เพราะต้องรับทั้งน้ำหนักตัวรถ แรงบิดจากเครื่องยนต์ และความร้อนสะสมจากพื้นถนน ยิ่งวิ่งเร็วหรือวิ่งทางไกล ความร้อนยิ่งเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ทำให้เกิดความเสี่ยงหลายอย่าง เช่น ยางบวม เนื้อยางอ่อนตัวเกินไป หรืออาจถึงขั้นยางระเบิดได้ในบางกรณี หากไม่ได้ดูแลแรงดันลมยางอย่างเหมาะสม
🌡️ ร้อนจัด = แรงดันลมยางเพิ่มขึ้นกว่าที่คิด
ตามหลักฟิสิกส์ เมื่ออากาศร้อน ลมจะขยายตัว ทำให้แรงดันลมยางสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 2–3 psi ในวันที่อากาศร้อนมาก ยิ่งถ้าคนขับเติมลมยางตอนยางร้อนอยู่แล้ว แรงดันจริงอาจเกินกว่ามาตรฐานไปมากโดยไม่รู้ตัว เมื่อแรงดันลมสูงเกินไป หน้ายางจะสัมผัสถนนน้อยลง ทำให้:
-
เกาะถนนน้อยลง
-
เข้าโค้งไม่นิ่ง
-
รถเด้งและสั่นมากขึ้น
-
ระยะเบรกยาวขึ้น
ทั้งหมดนี้เพิ่มความเสี่ยงบนท้องถนนทันที โดยเฉพาะบนทางด่วนที่ใช้ความเร็วสูงต่อเนื่อง
🔥 ความร้อนทำให้เนื้อยางอ่อนตัว (Softening) และเสื่อมเร็วขึ้น
เนื้อยางมีอายุการใช้งานตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ความร้อนจัดสามารถเร่งการเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าปกติหลายเท่า ยางที่เสื่อมจากความร้อนจะเริ่มมีสัญญาณ เช่น:
-
ดอกยางลอกง่าย
-
เนื้อยางแข็งหรือเหนียวผิดปกติ
-
มีรอยแตกเล็ก ๆ บริเวณแก้มยาง
-
เสียงยางดังขึ้นเวลาใช้ความเร็ว
เมื่อเนื้อยางเสื่อมเร็ว ยางก็จะสูญเสียความสามารถในการเกาะถนน โดยเฉพาะบนพื้นร้อนหรือถนนที่เป็นคอนกรีตซึ่งสะสมความร้อนได้ดีกว่าแอสฟัลต์
🚗 บรรทุกหนัก + อากาศร้อน = ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสองเท่า
หลายคนใช้รถกระบะหรือ SUV ในการบรรทุกของเป็นกิจวัตร หากต้องวิ่งในวันที่อากาศร้อนหนัก ความร้อนสะสมในยางจะเพิ่มขึ้นเร็วมาก เพราะยางต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ เมื่อแรงดันลมสูงขึ้นและเนื้อยางอ่อนตัวพร้อมกัน โครงยางจะทำงานหนักและอาจเกิดความเสียหายฉับพลัน เช่น:
-
ยางบวม
-
ยางรั่วซึม
-
โครงยางปริ
-
ยางระเบิด (ในกรณีที่แรงดันสูงเกินขีดจำกัด)
สำหรับรถที่ใช้งานเชิงพาณิชย์ เช่น รถบริการส่งของหรือรถรับงานเดินทางไกล ควรตรวจลมยางบ่อยกว่าเดิมในช่วงหน้าร้อน
🛣️ ทำไมรถถึง “ไม่นิ่ง” ในวันที่อากาศร้อนมาก?
หลายคนสังเกตว่ารถมักจะไม่นิ่งเมื่อขับในช่วงบ่ายหรือวันที่แดดแรง ๆ สาเหตุคือ:
-
ลมยางขยายตัวจนแรงดันสูงเกิน
-
หน้ายางสัมผัสพื้นถนนน้อยลง
-
พื้นถนนร้อน ทำให้แรงเสียดทานลดลง
-
ช่วงล่างต้องรับแรงสั่นจากพื้นร้อนที่ขยายตัวไม่เท่ากัน
ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้ผู้ขับต้องควบคุมพวงมาลัยมากขึ้น และอาจรู้สึกว่ารถ “ลอย” เล็กน้อยเมื่อใช้ความเร็วสูง
🔍 วิธีดูแลยางในวันที่อากาศร้อนจัด
แม้อากาศร้อนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถลดผลกระทบต่อยางได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้:
✔ 1) ตรวจลมยางตอนยางเย็นเสมอ
ควรตรวจตอนเช้าหรือหลังจากจอดไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง ห้ามตรวจหลังวิ่งทางไกลเด็ดขาด
✔ 2) เติมลมตามมาตรฐาน ไม่ขาด–ไม่เกิน
ลมมากไปอันตราย ลมน้อยก็ทำให้ยางร้อนเร็วและเสี่ยงบวมเช่นกัน
✔ 3) หลีกเลี่ยงการจอดรถกลางแดดจัดเป็นเวลานาน
การจอดกลางแดดทำให้เนื้อยางแก่เร็วและลดอายุการใช้งานโดยตรง
✔ 4) ขับช้าลงในช่วงบ่าย
เป็นช่วงที่ยางร้อนสะสมมากที่สุด โดยเฉพาะบนทางด่วนหรือถนนคอนกรีต
✔ 5) ตรวจสภาพยางทุก 1–2 เดือน
เช็กหาเส้นรอยแตก บวม หรือดอกสึกไม่เท่ากัน ซึ่งมักเกิดเร็วในหน้าร้อน
✔️ สรุป: อากาศร้อนจัดส่งผลต่อการขับขี่มากกว่าที่คิด
ความร้อนส่งผลต่อยางในทุกมิติ ตั้งแต่แรงดันลม การสึกหรอ การเกาะถนน ไปจนถึงความเสี่ยงเรื่องความเสียหายของโครงยาง ยิ่งเมืองไทยเป็นประเทศที่ร้อนเกือบทั้งปี การใส่ใจเรื่องลมยางและสภาพยางให้มากขึ้น จะช่วยให้คุณขับได้ปลอดภัย นุ่มนวล และมั่นใจในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือเดินทางไกล
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของ NITTO ได้ที่
🔎 ค้นหายางที่เหมาะกับรถคุณ: https://nittotire.in.th/products/1/list
🏪 รายชื่อศูนย์บริการทั่วประเทศ: https://nittotire.in.th/branches/list
🎉 โปรโมชั่นล่าสุด: https://nittotire.in.th/promotions/list
🗞️ ข่าวสารและกิจกรรม: https://nittotire.in.th/news/list.

